Happy Easter Holidays !!!!!!
สงครามที่ต้องต่อสู้ 25
สงครามที่ต้องต่อสู้ 24
สงครามที่ต้องต่อสู้ 23
สงครามที่ต้องต่อสู้ 22
สงครามที่ต้องต่อสู้ 21
สงครามที่ต้องต่อสู้ 20
สงครามที่ต้องต่อสู้ 19
สงครามที่ต้องต่อสู้ 18
สงครามที่ต้องต่อสู้ 17
สงครามที่ต้องต่อสู้ 16
สงครามที่ต้องต่อสู้ 15
กิจกรรมที่จะทำ
สงครามที่ต้องต่อสู้ 14
สงครามที่ต้องต่อสู้ 13
สงครามที่ต้องต่อสู้ 12
ฤดูหนาวที่ผ่านไป
เล็กๆน้อยๆ จากไม่นานมานี่เอง....
สงครามที่ต้องต่อสู้ 11
สงครามที่ต้องต่อสู้ 10
สงครามที่ต้องต่อสู้ 9
สำหรับเรา ชังแรกเห็น !?!!?
คนอื่น รักแรกพบ..เราล่ะ ?
สงครามที่ต้องต่อสู้ 8:3
สงครามที่ต้องต่อสู้ 8:2
สงครามที่ต้องต่อสู้ 8:1
สงครามที่ต้องต่อสู้ 7
หิมะใหม่
สงครามที่ต้องต่อสู้ 6
สงครามที่ต้องต่อสู้ 5:2
สงครามที่ต้องต่อสู้ 5:1
สงครามที่ต้องต่อสู้ 4
สงครามที่ต้องต่อสู้ 3
สงครามที่ต้องต่อสู้ 2
สงครามที่ต้องต่อสู้ 1
วันแรกใน Diaryclub
รับรู้ข่าวร้าย 1
รับรู้ข่าวร้าย 2
รับรู้ข่าวร้าย 3
กลับบ้านบอกลูกๆ
เมื่อจำต้องบอกลูกอีกครั้ง
ครั้งแรกที่เห็นเธอ
ตกหลุมรักหลุมบะเริ่ม
จากรุไบยาตผ่านเสี้ยวหนึ่งของเพชรพระอุมาไปจนถึงสามก๊ก
ขอบคุณค่ะ คุณปัทมาวดี วงศ์สายัณห์
อาจารย์กิตติ
เรื่องแปลกๆเกื่ยวกับการหาหมอ 1
เรื่องแปลกๆเกื่ยวกับการหาหมอ 2
(หลวง)พี่ติ๊กของฉัน 1
(หลวง)พี่ติ๊กของฉัน 2
คำพูดชวนคิด
ที่หมู่บ้านแม้วลาย
อาหารคํ่ากะครอบครัวแม้วขาว
วันพ่อ 2554
เมื่อต้องเผชิญกับความสมบุกสมบัน และความหนาวเหน็บ ที่ทรมานที่สุดในชีวิต (1)
เมื่อต้องเผชิญกับความสมบุกสมบันและความหนาวเหน็บ ที่ทรมานที่สุดในชีวิต (2)
เมื่อต้องเผชิญกับความสมบุกสมบันและความหนาวเหน็บ อย่างทรมานที่สุดในชีวิต (3)



สงครามที่ต้องต่อสู้ 10


วันต่อมา

๒๒ มิถุนา ๒๕๕๓
แม๊ทสไปธุระต่างเมือง
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องไป
หากทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นเพราะฉันขอร้องเอาไว้
ไม่อยากให้เขาขาดงาน

ส่วนฉันเอง
ต่อมาในตอนสายหน่อยก็เปลี่ยนใจผิดหวังตัวเองที่สุด
เพราะคิดถึงเขาอย่างรุนแรง

หลังตื่นนอน ฉันก็นอนต่ออยู่ครู่ใหญ่บนเตียง
แต่เกิดความรู้สึกอยากเขียน
อยากถ่ายทอดความรู้สึกที่ยังคงมีทั้งมากและหนักอึ้งอยู่ในใจ
หวังว่าการใด้เขียน ใด้ระบายออก
จะช่วยบรรเทาความรู้สึกทั้งหลายแหล่ที่เต็มอั้นอยู่ภายใน
พร้อมกันนั้น ก็คอยให้ลูกชายตื่นด้วย

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

ลีโอตื่นมาก็เดินเข้ามาหาฉันที่ห้องทำงาน
หลังจากใด้ทักทายกันสั้นๆ
ลูกก็ถูกขอร้องให้ไปจัดการล้างหน้าแปรงฟัน
จัดการตัวเองให้สดชื่น

พอลูกกลับมา
ฉันก็นำเขาไปที่ห้องนอนใหญ่
และที่นั่นฉันก็พูดกับลูก
ครั้งนี้ แม้ฉันจะไม่ฟุ่มเฟือยกับคำบอกเล่าแต่ฉันก็ไม่ประหยัด
ทุกคำที่จำเป็นและควรจะใช้
ก็ใด้ใช้ไปอย่างหมดสิ้น

ฉันบอกลูกชายด้วยความอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ฉันสามารถทำใด้
แต่ฉันก็บอกอย่างไม่อ้อมค้อมและตรงกับความจริงที่สุด

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

ฉันยังคงจำใด้ถึงความเศร้าโศกเสียใจ
ที่ลูกชายสุดที่รัก
ทูนหัวของฉัน
รู้สึกและแสดงออกมาให้เห็น
เสียงร้องเงียบๆ ที่หลายต่อหลายครั้ง ถูกปล่อยออกมาจากลำคอ
ควบคู่ไปกับเสียงแปลกๆที่ไม่เคยใด้ยินจากปากลูกมาก่อน
แต่ความหมายของมัน
จะไม่ีสามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปใด้
นอกจากความเจ็บปวดอย่างที่สุด

สายนํ้าตาที่ไหลลงมานองแก้มลูกอย่างไม่ขาดสาย

ฉันร้องให้พร้อมๆกับที่ใช้อ้อมแขนโอบกอด
และดึงตัวลูกรักเ้ข้าสู่อ้อมอกของฉัน

ร้องให้ไปกับความเจ็บปวดของลูก
ร้องให้เพราะความสงสาร
เวทนาลูก
ร้องให้เพราะความสงสารเวทนาตัวเอง

ฉันโอบลูกใว้กับอกอยู่นาน

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

แม้จะมีแสงแดดสว่างๆสาดส่องผ่านหน้าต่างกว้างทั้งสองบานเข้ามา
แต่มันก็เปรียบได้แค่เช่นผ้าม่านทึมหนัก
ทอด้วยไหมแห่งความเศร้าและความสิ้นหวัง
ที่ถูกปล่อยทิ้งลงมาคลุมห้อง
อย่างไม่ใยดี

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

***
ฉันรักเธอแม้เทียบเสมอกับดวงชีวิต

รักเธอชั่วนิจนิรันดร
แม้เธออยู่ไกลใจก็หวงห่วงนิวรณ์
ถึงแม้ม้วยมรณ์ ไม่ถอนรักที่มี
รักฉันนั่น เหมือนดั่งตะวันมั่นรักฟากฟ้า
รักดังหมู่ปลารักวารี
เหมือนดังกับแหวนแสนจะรักแก้วมณี

เหมือนขุนคีรีสวาทพื้นดินเดียวกัน

มากมายราวกับห้วงมหรรณพ

มิรู้จบดังกับมีทำนบกั้น

แต่มั่นคงเหมือนดั่งสิงขรซ้อนแผ่นดินนั้น
ทั้งความซื่อสัตย์มัดใจคงมั่นดั่งตะวันซื่อต่อฟ้า
ฉันรักเธอ แท้จริงเสมอไม่ลวงให้หลง

รักฉันมั่นคงดังวาจา
เห็นใจฉันเถิดหนอขอมอบไว้ให้สัญญา
ฉันจะบูชาชั่วนิจนิรันดร์
ชั่วนิจนิรันดร

-
ชั่วนิจนิรันดร

***
เพลงที่เคยใช้ร้องบอกรักลูกคนโตครั้งแรกที่โรงพยาบาล
ตอนนั้นลูกอายุเพิ่งจะใด้ ๒ วัน
ต่อมาเพลงนี้ก็ใด้กลายมาเป็นเพลงกล่อมนอนลูกทั้งสองไปโดยปริยาย
เพราะคำง่ายๆ หากเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ตรงใจ
ที่สามารถบอกถึงความรู้สึกที่แท้จริงของฉัน
ที่มีต่อเขาทั้งสองอันเป็นสุดที่รักยิ่ง

***********

นานหลังจากนั้น
ขณะี่ที่เรานั่งทานอาหารเช้าที่ค่อนข้างสายกันอยู่ในครัว

ฉันก็คุยกับลูกอีก

ครั้งนี้ฉันบอกลูกเกี่ยวกับความเชื่อส่วนตัวของฉัน
ความเชื่อที่ว่า
เราแต่ละคนมีจิตใจและมีร่างกาย เป็น
๒ องค์ประกอบ

จิตคือเรา............กายคือที่อยู่อาศัย

เมื่อถึงเวลา
เมื่อกายใช้เป็นที่อยู่ของจิตไม่ใด้อีกต่อไปแล้ว
จิตก็จำเป็นที่จะต้องทิ้งกายไป

เปรียบเสมือนนกที่อยู่ในกรง
ตราบใดที่กรงแข็งแรง นกก็อยู่ใด้
หากเมื่อถึงเวลา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
หากกรงไม่สามารถทำหน้าที่ของมันใด้ นกก็บินออกไป

ฉันบอกลูกว่าความเชื่อของฉันนั้น ก็เป็นแค่ความเชื่อ
ยังพิสูจย์หรือค้านกันไม่ใด้
เพราะฉะนั้นฉันก็มีสิทธิ์ที่จะเชื่อ ตามใจชอบใด้

หลังจากการเกริ่นให้ลูกใด้ฟังแล้ว
ฉันก็หันเข้าประเด็นทันที
ฉันบอกลูกว่า
ในวันข้างหน้า

แม้ฉันจะไม่มีตัวตนร่วมอยู่กับครอบครัวของเราแล้วก็จริง
แต่ก็มิใด้หมายความว่าฉันจากครอบครัวนี้ไป

เป็นไปไม่ใด้
เพราะฉันจะอยู่ด้วย กับครอบครัวเราตลอดไป
ลูกจะรู้สึกใด้อย่างแน่นอนถึงความใกล้ชิดของฉัน
ถึงความสัมผัสเบาๆของฉัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกต้องการคุยกับแม่
เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกต้องการแม่.......
แม่ก็จะอยู่ที่นั่นกับลูก

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกรู้สึกหลงทาง หาทางออกไม่ใด้
ลูกก็สามารถถาม สามารถคุยให้แม่ฟังใด้......
แล้วลูกก็จะใด้เจอคำตอบ
แล้วลูกก็จะทราบว่าลูกควรจะทำอย่างไร....ฯลฯ

ฉันจบเรื่องนี้ด้วยการโอบกอดลูก
ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
พร้อมเสริมด้วยคำมั่นสัญญาว่า

เมื่อเวลาของฉันมาถึง
ฉันก็จะคอยเขา คอยพี่ซาร่า คอยพ่ออยู่ใกล้ๆนี่แหละ
เราจะกลับมารวมเป็นครอบครัวกันอีกครั้งอย่างแน่นอน

ฉันแถมด้วยการหยอก ห้ัามไม่ให้เขาเหลวไหล
เพราะอย่างไรเสีย ฉันก็จะเห็นหมดนั่นแหละ

ฉันขอร้องให้เขาอยู่ต่อไปอย่างมีความสุขที่สุด
เพราะมันจะช่วยทำให้การรอคอยของฉันง่ายขึ้น

หลังจากคุยกันเสร็จ ฉันรู้สึกว่าลูกสบายใจขึ้น

หวังเหลือเกินว่าคำพูดของฉัน
จะสามารถทำให้ลูกคิดและอยากคอยถึงวันเจอ
มากกว่าจะไปกังวลหมกมุ่นอยู่กับวันจาก

หวังเหลือเกินว่าคำพูดของฉัน
สามารถไปจุดไฟแห่งความหวังในวันต่อๆไปให้ลูกใด้

และก็หวังเหลือเกินว่า ไฟกองเล็กๆแห่งความหวังกองนี้
จะช่วยขจัดความมืดที่กำลังปกคลุมใจเขาอยู่ออกไปใด้บ้าง

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

วันนั้น ลูกไม่ยอมห่างฉันไปไหนเลย
หากจำเป็นต้องไป ก็จะรีบกลับมาภายในชั่วกระพริบตา

ในตอนบ่าย ฉันเริ่มวางโครงการเขียนบล๊อก เขียนบันทึกนี้
(*เขียนขึ้นครั้งแรกเป็นภาษาสวีดีช เมื่อมิถุนาปีที่แล้วคือ 2553
เอามาแปลเป็นภาษาไทยเมื่อตอนสมัครเป็นสมาชิก Diaryclub
ประมาณ 12 มีนา 2554)

สายกว่านั้นอีกไม่นาน ฉันก็ทำอาหารให้ลูกทาน
ลูกทานด้วยความยินดี
หากไม่ลืมที่จะบอกถึงการลืมเครื่องประกอบสำคัญ
ของอาหารชนิดนั้นแก่ฉันด้วย

ฉันโล่งใจขึ้นมากที่เราอยู่กันใด้อย่าง"เกือบๆจะ"ปกติ
ทั้งๆที่มีเรื่องร้ายครอบงำเราอยู่

หลังจากแม๊ทสกลับถึงบ้านในตอนเย็นของวันนั้น
ฉันก็บอกให้ทราบถึงการบอกเล่าของฉันต่อลีโอ
-
-
-
คืนนั้น ก่อนเข้านอน
ฉันจุดธูป ๓ ดอกพร้อมเทียน ๑ แท่ง

คืนนั้น ก่อนเข้านอน
ฉันน้อมไหว้ขอความกรุณา
ให้ผลของคุณงามความดีทั้งหลายแหล่ในโลกเมตตาฉันด้วย

ฉันน้อมไหว้
ขอความช่วยเหลือจากทุกท่าน
จากทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถช่วยฉันใด้

ฉันน้อมใหว้
ขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อและคุณแม่ของฉัน
ที่เพิ่งจะจากไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
-
-
-
มันเป็นครั้งแรกที่ฉันจุดธูปเทียนในบ้าน

ที่รักถอดเอาเครื่องเตือนไฟใหม้ออกให้

ธูปทั้ง ๓ ดอก ส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั้งบ้านจนเราทนกันไม่ไหว
ชวนกันหลบหนี เข้าไปนอนรวมกันในห้องนอนใหญ่

ลีโอถือโอกาส
ย้ายเข้ามานอนร่วมกับเราตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

************

สงครามที่ต้องต่อสู้ 10

" If I can endure for this moment,
whatever is happening to me.
No matter how heavy my heart,
or how dark the moment may be.

If I can but keep on believing,
what I know in my heart to be true.
Then darkness will fade into morning,
and with this dawn a new day, too."

หากฉันสามารถอดทนเพื่อขณะนี้ใด้
ไม่ว่าอะไรที่กำลังเกิดขึ้นอยู่กับฉัน
แม้หัวใจจะหนักอึ้ง
หรือปัจจุบันจะมืดมนเพียงไร
แต่ตราบใดที่ฉันยังคงเชื่อ
เชื่อในสิ่งที่รู้อยู่กับใจ
ความมืดมนก็จะจางหาย กลายเป็นความรุ่งอรุณ
นำมาซึ่งความใหม่ของอีกวัน
---------------------------------------

ขอบคุณมากๆค่ะ
สำหรับ Comment ทั้งหมด
ซึ่งเป็นกำลังใจที่มีค่าและน่าต้องการยิ่ง

ขอบคุณมากๆสำหรับไมตรีจิตที่งดงาม
ยินดีที่ใด้รู้จักนะคะ
และจะไปเยี่ยมอ่านไดของทุกคนแน่นอนค่ะ

ขอบคุณด้วยใจจริงอีกครั้งค่ะ

---------------------------------------

หวังว่าทุกๆคนจะได้รับเฉพาะสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนะคะ
                                                     ด้วยความปรารถนาดี !


     Share

<< สงครามที่ต้องต่อสู้ 9สงครามที่ต้องต่อสู้ 11 >>

Posted on Wed 6 Apr 2011 4:52


 
เนื้อเพลงหนึ่งมีว่า
..แม้ราตรีนี้มืดหนักหนา
ย่อมมีทิวามาพลัน..

ทุกนาทีผ่านไปล้วนไม่แน่นอน
อาจคลายร้อน พาแจ่มใส....

สิ่งที่เราต้องเชื่อมั่นว่าจริงคือ....
ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว
เราจะใช้ใจรักษากาย
สู้ สู้
พี่ติ๋ม   
Tue 29 Mar 2011 5:39 [1]